การทดสอบ Lactate Threshold: คู่มือฉบับสมบูรณ์สำหรับนักวิ่ง
Lactate Threshold คืออะไร?
Lactate threshold (LT) หรือจุดเริ่มล้า คือความเข้มข้นของการออกกำลังกายที่สารแลคเตทเริ่มสะสมในกระแสเลือดเร็วกว่าที่ร่างกายจะขจัดออกได้ มันแสดงถึงความเร็วสูงสุดที่คุณสามารถรักษาไว้ได้เป็นเวลานาน (30-60 นาที) ก่อนที่ความล้าจะบังคับให้คุณต้องช้าลง
สำหรับนักวิ่งระยะไกล Lactate Threshold มักมีความสำคัญมากกว่า VO2max เพราะมันเป็นตัวกำหนดความเร็วที่คุณสามารถรักษาระดับไว้ได้ในการแข่งขันอย่างฮาล์ฟมาราธอนและมาราธอน ในขณะที่ VO2max กำหนด "เพดาน" แอโรบิกของคุณ แต่ Lactate Threshold จะเป็นตัวกำหนดว่าคุณสามารถรักษาเปอร์เซ็นต์ของเพดานนั้นไว้ได้มากเพียงใด
ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ Lactate Threshold:
- นักวิ่งมาราธอนระดับโลก: มี LT อยู่ที่ 85-90% ของ VO2max
- นักวิ่งที่ผ่านการฝึกฝน: มี LT อยู่ที่ 75-85% ของ VO2max
- นักวิ่งเพื่อสุขภาพ: มี LT อยู่ที่ 65-75% ของ VO2max
- ประโยชน์จากการซ้อม: พัฒนาได้สูงมาก (ปรับปรุงได้ 25-40%)
- ตัวพยากรณ์การแข่ง: เป็นตัวบ่งชี้ประสิทธิภาพในการวิ่งมาราธอนที่ดีที่สุด
ทำไมต้องทดสอบ Lactate Threshold?
การทดสอบหาเกณฑ์แลคเตทจะให้ข้อมูลการซ้อมที่สำคัญยิ่ง:
1. กำหนดความสามารถในการทำความเร็วแข่ง
ความเร็ว Lactate Threshold ของคุณจะใกล้เคียงกับ:
- ความเร็วแข่ง 10 กม.: ~98-100% ของ LT
- ความเร็วแข่งฮาล์ฟมาราธอน: ~92-95% ของ LT
- ความเร็วแข่งมาราธอน: ~85-88%ของ LT
2. ตั้งโซนซ้อมที่แม่นยำ
การทดสอบช่วยระบุ โซนการซ้อมที่ 4 (Threshold) ซึ่งเป็นจุดที่เหมาะสมที่สุด (Sweet Spot) สำหรับการสร้างความเร็วที่ยั่งยืน การซ้อมที่ระดับต่ำกว่า เทียบเท่า หรือสูงกว่า Threshold เล็กน้อย จะช่วยให้เกิดการพัฒนาที่ดีที่สุด
3. ติดตามประสิทธิภาพการซ้อม
การทดสอบซ้ำทุกๆ 8-12 สัปดาห์จะแสดงให้เห็นว่าการซ้อมของคุณช่วยพัฒนาความเร็ว Threshold หรือไม่ การพัฒนา LT 5% มักจะส่งผลให้เวลาแข่งเร็วขึ้น 5% ตามไปด้วย
4. พยากรณ์สถิติการแข่ง
Lactate Threshold เป็นตัวทำนายผลงานมาราธอนที่ดีที่สุด งานวิจัยแสดงให้เห็นว่า LT อธิบายความแตกต่างของเวลามาราธอนในนักวิ่งที่มีการฝึกฝนได้ถึง 70-80%—ซึ่งมากกว่าการดูที่ค่า VO2max หรือความประหยัดในการวิ่งเพียงอย่างเดียว
การทดสอบ Lactate Threshold ในห้องปฏิบัติการ
การทดสอบในแล็บให้การวัดค่า LT ที่แม่นยำที่สุดโดยการตรวจวัดความเข้มข้นของแลคเตทในเลือดโดยตรง
โปรโตคอลการทดสอบแลคเตทมาตรฐาน
1. การทดสอบแบบเพิ่มระดับบนลู่วิ่ง (Incremental Treadmill Test)
โปรโตคอลมาตรฐานระดับสากล (Gold Standard) ประกอบด้วย:
- วอร์มอัพ: วิ่งเบา 10 นาที
- เพิ่มระดับความเข้มข้น: วิ่งเป็นช่วง ช่วงละ 3-4 นาที โดยค่อยๆ เพิ่มความเร็วขึ้นในแต่ละช่วง
- การเจาะเลือด: เจาะเลือดที่ปลายนิ้วเพื่อวัดค่าแลคเตทเมื่อสิ้นสุดแต่ละช่วง
- ดำเนินการต่อ: จนกว่าระดับแลคเตทจะสูงถึง 4-6 mmol/L หรือจนร่างกายถึงขีดจำกัด
- การวิเคราะห์: พล็อตกราฟแลคเตทเทียบกับความเร็วเพื่อระบุจุด Threshold
2. การทดสอบในสนามวิ่ง (Track-Based Testing)
ศูนย์ทดสอบบางแห่งมีการทำสอบในสนามวิ่งกลางแจ้ง:
- วิ่งรอบสนามด้วยความเร็วที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ (เช่น วิ่ง 2 รอบต่อหนึ่งช่วงความเร็ว)
- วัดระดับแลคเตทหลังจบแต่ละช่วง
- มีความเฉพาะเจาะจงทางกีฬามากกว่าลู่วิ่งไฟฟ้า
- สภาพอากาศอาจส่งผลต่อความสม่ำเสมอของผลลัพธ์
การแปลผลกราฟแลคเตท
ผลจากแล็บจะแสดงความเข้มข้นของแลคเตทในเลือด (mmol/L) ที่ความเร็วต่างๆ:
- Aerobic threshold (LT1): จุดแรกที่เริ่มเห็นการขยับขึ้นเหนือค่าพื้นฐาน (~2 mmol/L)
- Lactate threshold (LT2): จุดที่มีการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว (~4 mmol/L)
- ความเร็วที่ VO2max: จุดที่มีการสะสมแลคเตทสูงสุด (>8 mmol/L)
ตัวอย่างผลการทดสอบ:
| ความเร็ว (นาที/กม.) | อัตราการเต้นหัวใจ (HR) | แลคเตท (mmol/L) | โซน (Zone) |
|---|---|---|---|
| 6:00 | 135 | 1.2 | Zone 2 (วิ่งเบา) |
| 5:30 | 148 | 1.8 | Zone 2-3 |
| 5:00 | 160 | 2.5 | Zone 3 |
| 4:40 | 171 | 4.0 | Zone 4 (LT) |
| 4:20 | 180 | 6.8 | Zone 5 |
| 4:00 | 188 | 10.2 | Zone 5 (VO2max) |
จากตัวอย่างนี้ Lactate Threshold เกิดขึ้นที่ความเร็ว 4:40 นาที/กม. (หัวใจเต้น 171 bpm) ค่านี้จะกลายเป็นจุดอ้างอิงหลักสำหรับการตั้ง โซนการซ้อม ทั้งหมด
ค่าใช้จ่ายและการบริหารจัดการในการทดสอบแล็บ
- ค่าใช้จ่าย: ประมาณ 4,500 - 12,000 บาท ต่อครั้ง
- ระยะเวลา: 60-90 นาที
- สถานที่: ห้องแล็บมหาวิทยาลัยการกีฬา, คลินิกเวชศาสตร์การกีฬา, ศูนย์ทดสอบความฟิต
- ความถี่: ทุก 8-12 สัปดาห์ ในช่วงที่เน้นการซ้อมอย่างจริงจัง
- การเตรียมตัว: พักผ่อนให้เพียงพอ, เว้นระยะอย่างน้อย 48 ชั่วโมงจากการซ้อมหนัก, รับประทานอาหารมาแล้ว 2-3 ชั่วโมง
การทดสอบในสนาม (Field Tests) สำหรับ Lactate Threshold
การทดสอบในสนามช่วยประมาณค่า Lactate Threshold ได้โดยไม่ต้องเจาะเลือด แม้จะมีความแม่นยำน้อยกว่า (±5-10%) แต่ใช้งานได้จริง ฟรี และทำซ้ำได้บ่อยเท่าที่ต้องการ
1. การทดสอบ Time Trial 30 นาที
วิ่งด้วยความพยายามสูงสุดที่คุณสามารถรักษาระดับได้นาน 30 นาที ความเร็วเฉลี่ยที่ได้จะใกล้เคียงกับความเร็ว Lactate Threshold
โปรโตคอล:
- วอร์มอัพ 15-20 นาที
- วิ่งด้วยความเร็วคงที่นาน 30 นาที ด้วยพยายามสูงสุดที่รักษาระดับได้
- ความรู้สึกควรเป็น "หนักแต่ยังไหว" (Comfortably Hard)—พูดได้ 1-2 คำแต่พูดเป็นประโยคไม่ได้
- ความเร็วเฉลี่ย = ความเร็ว Threshold โดยประมาณ
- อัตราการเต้นหัวใจเฉลี่ย = อัตราการเต้นหัวใจ Threshold โดยประมาณ
ข้อดี: ง่าย, ฟรี, ทำซ้ำได้, ตรงกับลักษณะการวิ่งจริง
ข้อเสีย: ต้องแบ่งความเร็ว (Pacing) ให้แม่นยำ, ท้าทายสภาพจิตใจ, สภาพอากาศส่งผลต่อผลลัพธ์
2. การทดสอบ 20 นาที (วิธีของ Jack Daniels)
วิ่งด้วยความพยายามสูงสุดนาน 20 นาที ความเร็วเฉลี่ยจะคิดเป็นประมาณ 105-108% ของความเร็ว Threshold
การคำนวณ:
ความเร็ว Threshold = ความเร็วจากการทดสอบ 20 นาที × 1.05
ตัวอย่าง:
ทดสอบ 20 นาทีได้ความเร็ว 4:20 นาที/กม. → ความเร็ว Threshold = 4:20 × 1.05 = 4:33 นาที/กม.
3. ใช้สถิติแข่ง 10 กม. หรือการวิ่ง Time Trial
การแข่งขัน 10 กม. ที่ทำอย่างเต็มที่ให้ค่าประมาณ Threshold ที่ดีเยี่ยม:
- ความเร็วเฉลี่ย 10 กม. ≈ 98-100% ของความเร็ว Threshold สำหรับนักวิ่งส่วนใหญ่
- อัตราการเต้นหัวใจเฉลี่ย 10 กม. ≈ อัตราการเต้นหัวใจ Threshold
วิธีนี้ใช้ได้ดีที่สุดสำหรับนักวิ่งที่จบ 10 กม. ในเวลา 40-50 นาที นักวิ่งที่เร็วกว่านั้น (จบต่ำกว่า 40 นาที) มักจะวิ่งที่ระดับสูงกว่า Threshold ส่วนผู้ที่ช้าเกินไป (เกิน 55 นาที) อาจวิ่งต่ำกว่า Threshold
4. การทดสอบแบบเพิ่มระดับ (Incremental Step Test)
คล้ายกับโปรโตคอลในแล็บแต่ใช้ "ระดับความรู้สึก" แทนการเจาะเลือด:
- วิ่งเป็นช่วง ช่วงละ 4 นาที โดยค่อยๆ เพิ่มความเร็วขึ้น
- ประเมินระดับความเหนื่อยหลังจบแต่ละช่วง (มาตรวัด 1-10)
- จุด Threshold จะเกิดขึ้นเมื่อค่า RPE (ความเหนื่อย) กระโดดจากระดับ 6-7 ไปสู่ 8-9
- บันทึกความเร็วและอัตราการเต้นหัวใจที่จุดเปลี่ยนนี้
5. Talk Test (การทดสอบด้วยการพูด)
วิธีเชิงคุณภาพที่ง่ายที่สุด:
- ต่ำกว่า Threshold: สามารถพูดเป็นประโยคยาวๆ ได้สบาย
- ที่ระดับ Threshold: พูดได้ครั้งละ 1-2 คำ; พูดเป็นประโยคลำบาก
- สูงกว่า Threshold: การพูดเป็นเรื่องยากมาก; หายใจหอบรุนแรง
ให้วิ่งที่ความเร็วเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จุด Threshold คือความเร็วในจุดที่การพูดเป็นประโยคเริ่มทำได้ลำบาก
แนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดสำหรับการทดสอบในสนาม
- ความสม่ำเสมอ: สถานที่เดิม, เงื่อนไขสภาพอากาศใกล้เคียงกัน, ช่วงเวลาเดิมของวัน
- ความพร้อม: ทดสอบเมื่อพักผ่อนเต็มที่ ไม่ใช่ช่วงสัปดาห์ที่วิ่งเก็บระยะทางเยอะๆ
- วอร์มอัพที่เหมาะสม: 15-20 นาที วิ่งเบา + Strides 3-4 ครั้ง
- เส้นทางราบ: ลดความคลาดเคลื่อนจากความชันของพื้นที่เพื่อให้ได้ความเร็วที่แม่นยำ
- บันทึกทุกอย่าง: ความเร็ว, อัตราการเต้นหัวใจ, เงื่อนไขอากาศ, ความรู้สึกเหนื่อย
การประมาณ Threshold จากอัตราการเต้นของหัวใจ
อัตราการเต้นหัวใจเป็นตัวบ่งชี้ Threshold ที่สะดวก แม้จะมีความแม่นยำน้อยกว่าวิธีที่อิงตามความเร็ว
เปอร์เซ็นต์ของอัตราการเต้นหัวใจสูงสุด (%Max HR)
Lactate threshold มักเกิดขึ้นที่:
- นักวิ่งที่ผ่านการฝึกฝน: 85-92% ของ Max HR
- ผู้ที่ฝึกฝนน้อย: 80-85% ของ Max HR
- ผู้ที่ฝึกมาอย่างหนัก: 88-95% ของ Max HR
ตัวอย่าง:
Max HR = 190 bpm
Threshold HR = 190 × 0.88 = 167 bpm
วิธี Heart Rate Reserve (วิธีการของ Karvonen)
มีความแม่นยำมากกว่าวิธี %Max HR:
สูตร:
LT HR = [(Max HR - Resting HR) × 0.75-0.85] + Resting HR
ตัวอย่าง:
Max HR = 190, Resting HR = 50
LT HR = [(190 - 50) × 0.80] + 50 = 162 bpm
ข้อจำกัดของการใช้อัตราการเต้นหัวใจ
- ความแตกต่างในแต่ละบุคคลของ %Max HR ณ จุด Threshold (ช่วงกว้างถึง 80-95%)
- ความผันผวนในแต่ละวันจากความเครียด, การนอน, การขาดน้ำ, และสภาพอากาศ
- ภาวะหัวใจลอย (Cardiac Drift) ในวันที่อากาศร้อนหรือการวิ่งระยะยาว
- จำเป็นต้องทราบค่าอัตราการเต้นหัวใจสูงสุดจริงๆ (สูตร 220-อายุ มักคลาดเคลื่อน)
ใช้อัตราการเต้นหัวใจเป็นแนวทางประกอบ แต่ให้ความสำคัญกับความเร็วและความรู้สึกในการกำกับการซ้อมแบบ Threshold เป็นหลัก
การใช้ข้อมูล Lactate Threshold ในการซ้อม
การตั้งโซนการซ้อม
เมื่อทราบความเร็วและอัตราการเต้นหัวใจ Threshold แล้ว ให้ตั้ง โซนการซ้อมส่วนบุคคล:
| โซน (Zone) | % ของความเร็ว Threshold | % ของหัวใจ Threshold | วัตถุประสงค์ |
|---|---|---|---|
| Zone 1 | < 75% | < 85% | การพักฟื้น (Recovery) |
| Zone 2 | 75-85% | 85-92% | สร้างพื้นฐานแอโรบิก |
| Zone 3 | 85-95% | 92-98% | เทมโป (Tempo) |
| Zone 4 | 95-105% | 98-105% | จุดเริ่มล้า (Threshold) |
| Zone 5 | > 105% | > 105% | อินเทอร์วัล VO2max |
โปรแกรมการซ้อมเสริมสร้าง Threshold
พัฒนาจุดเริ่มล้าของคุณด้วยรูปแบบการซ้อมที่ผ่านการพิสูจน์แล้ว:
Continuous Tempo Runs (วิ่งต้านความล้าต่อเนื่อง)
- วิ่ง 20-40 นาทีที่ความเร็ว Threshold
- ความรู้สึกควรเป็น "หนักแต่ยังไหว"
- ตัวอย่าง: วอร์มอัพ 10 นาที, วิ่ง Threshold 30 นาที, คูลดาวน์ 10 นาที
Cruise Intervals (ช่วงวิ่งจังหวะทำลายกำแพงความล้า)
- วิ่ง 3-5 × 8-10 นาทีที่ระดับ Threshold โดยพักช่วงละ 2-3 นาที
- ช่วยให้สะสมเวลาที่ระดับ Threshold ได้มากกว่าการวิ่ง Tempo ต่อเนื่อง
- ตัวอย่าง: 4 × 10 นาที @ ความเร็ว Threshold พักวิ่งเบา 3 นาที
Threshold Intervals (อินเทอร์วัลความเร็ววิกฤต)
- วิ่ง 6-8 × 5 นาทีที่ระดับ Threshold พักช่วงละ 90 วินาที
- รวมเวลาที่ระดับ Threshold: 30-40 นาที
- ช่วงสั้นๆ ช่วยให้คงความเร็วที่แม่นยำได้ง่ายขึ้น
การจัดเวลาซ้อม Threshold ในรายสัปดาห์
ควรมีเซสชัน Threshold 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์ในช่วงการปั้นความฟิต (Build Phase) ของ การจัดสัปดาห์ซ้อมมาราธอน:
- ช่วงสร้างฐาน (Base phase): 0-1 ครั้ง เน้นปริมาณการวิ่งแบบแอโรบิก
- ช่วงปั้นความฟิต (Build phase): 1 เซสชัน Threshold + 1 เซสชัน Tempo หรือ Interval
- ช่วงพีค (Peak phase): 1-2 เซสชัน Threshold โดยเน้นที่ความเร็วแข่ง
- ช่วงลดโหลด (Taper): ลดปริมาณระยะทางลง แต่รักษาความเฉียบคมที่ระดับ Threshold ไว้
วิธีพัฒนา Lactate Threshold
Lactate threshold เป็นค่าที่พัฒนาได้สูงมาก นักวิ่งส่วนใหญ่สามารถปรับปรุง LT ได้ 10-25% ในเวลา 12-16 สัปดาห์ หากซ้อมอย่างตรงจุด
1. วิ่ง Threshold อย่างสม่ำเสมอ
การซ้อม Threshold สัปดาห์ละครั้งอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 8-12 สัปดาห์ จะส่งผลลัพธ์ที่วัดค่าได้ชัดเจน อย่าซ้อมเกิน 2 ครั้งต่อสัปดาห์ เพราะเป็นภาระต่อร่างกายสูง
2. สร้างฐานแอโรบิกให้มั่นคงก่อน
การวิ่งเบาปริมาณมากใน Zone 2 จะสร้างรากฐานแอโรบิกที่ช่วยรองรับการพัฒนาที่ระดับ Threshold ตั้งเป้าที่ 65-95 กม. ต่อสัปดาห์สำหรับนักวิ่งทั่วไป และ 95-130+ กม. สำหรับนักวิ่งสายแข่ง
3. ซ้อมให้หลากหลาย
สลับสับเปลี่ยนระหว่างการวิ่ง Tempo ต่อเนื่อง, Cruise Intervals และ Threshold Intervals เพื่อให้ร่างกายได้รับแรงตุ้นที่ต่างกัน และเลี่ยงความจำเจหรืออาการล้าจากการซ้อมเกิน
4. ซ้อมที่ระดับ Threshold อย่าให้เกิน
การซ้อมพุ่งไปที่ Zone 5 มีประโยชน์ในวาระอื่น แต่การซ้อม Threshold ต้องทำให้ตรงความเร็ว Threshold การวิ่งหนักเกินไปจะทำให้เป้าหมายผิดเพี้ยน—คุณจะกลายเป็นกำลังซ้อมระบบอื่นแทน
ระยะเวลาที่คาดหวังในการพัฒนา
| ระยะเวลาการซ้อม | LT ที่คาดว่าจะพัฒนา | ผลกระทบต่อสถิติการแข่ง |
|---|---|---|
| 4-6 สัปดาห์ | 3-5% | การพัฒนาเล็กน้อย |
| 8-12 สัปดาห์ | 8-12% | เวลาแข่งดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด |
| 16-20 สัปดาห์ | 12-20% | การพัฒนาแบบก้าวกระโดด |
| 6-12 เดือน | 15-25% | ยกระดับขีดความสามารถหลัก |
การติดตามความก้าวหน้าของ Lactate Threshold
Run Analytics ช่วยเฝ้าระวังการพัฒนาของ Threshold ผ่านตัวบ่งชี้หลายประการ:
- Critical Running Speed (CRS): สอดคล้องกับ Lactate Threshold โดยตรง
- หัวใจที่ความเร็ว Threshold: จะลดลงเมื่อความฟิตดีขึ้น
- ความเร็วที่ระดับหัวใจ Threshold: จะเร็วขึ้นเมื่อร่างกายต้านความล้าได้ดีขึ้น
- แนวโน้มคะแนน TSS: หากได้ค่า TSS เดิมแต่ใช้ความเร็วที่เร็วขึ้น แสดงว่ามีการพัฒนา
- การติดตาม CTL/ATL/TSB: ช่วยคุมไม่ให้โหลดการซ้อมหนักจนเกินไป
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการทดสอบ Lactate Threshold
จำเป็นต้องตรวจในแล็บหรือไม่?
ไม่จำเป็น แม้แล็บจะแม่นยำที่สุด แต่การทดสอบในสนามอย่าง Time Trial 30 นาที ก็ให้ผลประมาณการที่ยอดเยี่ยมและเพียงพอสำหรับนักวิ่งทั่วไปในการซ้อมอย่างมีประสิทธิภาพ
ควรทดสอบบ่อยแค่ไหน?
ประมาณทุกๆ 8-12 สัปดาห์ในช่วงซ้อมจริงจัง การทดสอบถี่เกินไปจะไม่เห็นความแตกต่างที่ชัดเจน ให้ใช้การสับเปลี่ยนความเร็วในวันวิ่ง Tempo เป็นตัววัดความรู้สึกแทนในระหว่างนั้น
พัฒนา Threshold โดยที่ VO2max ไม่ขยับ ได้หรือไม่?
ได้แน่นอน! ค่า Threshold พัฒนาได้ง่ายกว่า VO2max มาก นักวิ่งหลายคนมาถึงเพดานพันธุกรรมของ VO2max แล้ว แต่ยังสามารถพัฒนาจุดเริ่มล้าได้ต่อไปอีกหลายปี ทำให้ออกสตาร์ทและเข้าเส้นชัยได้เร็วขึ้นกว่าเดิม
Lactate Threshold กับ Anaerobic Threshold ต่างกันอย่างไร?
เป็นแนวคิดที่คล้ายกันแต่วัดเป้าหมายต่างกันเล็กน้อยทางสรีรวิทยา แต่ในเชิงปฏิบัติเพื่อการซ้อมวิ่ง เรามักใช้สองคำนี้แทนกันได้เลยโดยไม่ส่งผลเสียต่อการวางแผนซ้อม
ทำไมความเร็ว Threshold ของฉันถึงไม่เท่ากันในแต่ละวัน?
ความล้า, การนอน, ความร้อน, ความเครียด และการดื่มน้ำ ล้วนส่งผลต่อความเร็วในวันนั้นๆ ค่า Threshold ที่แท้จริงควรวัดวันที่ร่างกายสดชื่นที่สุด การขยับขึ้นลง 2-5% เป็นเรื่องปกติ
ค่าจุดเริ่มล้าสำคัญกว่า VO2max สำหรับการวิ่งมาราธอนหรือไม่?
ใช่ เนื่องจากมาราธอนวิ่งที่ระดับ 85-88% ของความเร็ว Threshold การยกระดับความเร็วที่ Threshold จึงส่งผลตรงชัดเจนต่อเวลาจบมาราธอนมากกว่าการพยายามเพิ่มค่า VO2max