การกระจายโซนในมาราธอน: วิธีคุมเพซสำหรับระยะทาง 42.195 กม.
การกระจายโซนในมาราธอนคืออะไร?
การกระจายโซนในมาราธอน (Marathon zone distribution) หมายถึงการจัดสรรเวลาการวิ่งในระดับ ความเข้มข้น (zones) ต่างๆ ตลอดระยะทางการแข่ง 42.195 กม. มาราธอนต้องการการวางแผนเพซที่รัดกุมเพื่อป้องกันการหมดแรงก่อนกำหนดในขณะที่ยังทำเวลาได้ดีที่สุด
ข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับการกระจายโซนมาราธอน:
- นักวิ่งระดับแนวหน้า: วิ่งที่ 85-88% ของเพซ Lactate Threshold
- นักวิ่งสมัครเล่น: วิ่งที่ 80-85% ของเพซ Threshold
- โซนเป้าหมาย: โซน 3 ตอนปลาย หรือ โซน 4 ตอนต้น (75-85% ของ HR สูงสุด)
- หลักการสำคัญ: รักษาความเข้มข้นที่ยั่งยืนเพื่อประหยัดไกลโคเจน (glycogen)
วิทยาศาสตร์ของการคุมเพซมาราธอน
มาราธอนคือการออกกำลังกายแบบแอโรบิกเป็นหลัก โดยมีข้อจำกัดอยู่ที่การสลายตัวของไกลโคเจนและความเหนื่อยล้าสะสม ร่างกายสะสมไกลโคเจนได้ประมาณ 1,800-2,000 แคลอรี ซึ่งเพียงพอสำหรับการวิ่งประมาณ 30-32 กม. ที่เพซมาราธอน
ความเข้มข้นที่เหมาะสมในมาราธอน
| ระดับนักวิ่ง | % ของ Threshold Pace | โซนที่แนะนำ | % ของ HR สูงสุด |
|---|---|---|---|
| ระดับแนวหน้า (ต่ำกว่า 2:15 ชม.) | 85-88% | โซน 3-4 | 85-90% |
| สายแข่ง (2:45-3:30 ชม.) | 82-86% | โซน 3 | 80-85% |
| ทั่วไป (3:30-4:30 ชม.) | 78-84% | โซน 2 ตอนปลาย / โซน 3 | 75-82% |
กลยุทธ์การคุมเพซมาราธอน
1. Even Pacing (ความเร็วคงที่ - แนะนำที่สุด)
วิ่งแต่ละกิโลเมตรด้วยความเร็วที่ใกล้เคียงกันที่สุด (บวกหรือลบไม่เกิน 2-3 วินาที)
- ข้อดี: ลดการใช้ไกลโคเจนเกินความจำเป็น และลดความเครียดต่อระบบหัวใจ
- ตัวอย่าง: ถ้าเป้าหมายคือ 4:00 ชม. ให้วิ่งที่เพซ 5:41/ชม. ไปตลอดทาง
2. Negative Split (ครึ่งหลังเร็วกว่าครึ่งแรก)
วิ่งครึ่งแรกให้ช้ากว่าเป้าหมายเล็กน้อย และเร่งขึ้นในครึ่งหลัง
- ข้อดี: ช่วยให้ร่างกายได้วอร์มอัพและประหยัดพลังงานไว้ใช้ในช่วง 10 กม. สุดท้าย
- เหมาะสำหรับ: นักวิ่งมาราธอนครั้งแรก หรือผู้ที่ไม่แน่ใจในความฟิตของตัวเอง
3. Positive Split (ครึ่งแรกเร็วกว่าครึ่งหลัง - ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย)
การวิ่งเร็วเกินไปในช่วงแรกมักนำไปสู่สถานการณ์ "ชนกำแพง" (Hitting the Wall) ในกิโลเมตรที่ 30-35 ทำให้ความเร็วตกอย่างมากในช่วงท้าย
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการคุมเพซ
- เริ่มเร็วเกินไป: ด้วยอะดรีนาลีนและความสดชื่นในช่วงแรก นักวิ่งมักวิ่งเร็วกว่าเพซเป้าหมาย 10-15 วินาที ซึ่งจะส่งผลเสียในช่วงท้าย
- ละเลยอัตราการเต้นหัวใจ: หากหัวใจพุ่งสูงกว่า 85% ของ HR สูงสุดก่อนกิโลเมตรที่ 20 มีโอกาสสูงมากที่จะหมดแรงก่อนจบ
- เติมพลังงานไม่เพียงพอ: ควรได้รับคาร์โบไฮเดรต 30-60 กรัมต่อชั่วโมงหลังจากกิโลเมตรที่ 15