คะแนนความเครียดจากการซ้อมวิ่ง: เจาะลึก TSS, CTL, ATL และ TSB
เข้าใจภาระการซ้อมวิ่งอย่างมืออาชีพด้วย Performance Management Chart (PMC)
🎯 ประเด็นสำคัญ: คะแนนความเครียดจากการซ้อมวิ่ง
- Training Stress Score (TSS): ตัวเลขที่บอก "ความหนัก" ของการวิ่งแต่ละครั้ง โดยรวมเอาความเข้มข้นและระยะเวลาเข้าด้วยกัน
- CTL (Chronic Training Load): ตัวชี้วัด "ระดับความฟิต" ในระยะยาว โดยคำนวณจากค่าเฉลี่ยการซ้อมย้อนหลัง 42 วัน
- ATL (Acute Training Load): ตัวชี้วัด "ความเหนื่อยล้า" ล่าสุดจากการซ้อมในช่วง 7 วันที่ผ่านมา
- TSB (Training Stress Balance): บอก "ฟอร์มหรือความพร้อม" ของร่างกาย โดยดูจากสมดุลระหว่างความฟิตและความล้า
- การเข้าใจภาระการซ้อมจะช่วยให้คุณ ซ้อมได้ถึงเป้าหมายโดยไม่บาดเจ็บ และสามารถวางแผนให้ร่างกายพีคได้ถูกช่วงเวลาพอดิบพอดี
พื้นฐานสำคัญ: การคำนวณ TSS จำเป็นต้องใช้ค่า Critical Running Speed (CRS) เป็นจุดอ้างอิงเทรชโฮลด์เฉพาะตัวคุณ
Training Stress Score (TSS) สำหรับการวิ่งคืออะไร?
ระบบคะแนนความเครียดจากการซ้อมช่วยตอบคำถามสำคัญที่ว่า: "การซ้อมครั้งนี้หนักแค่ไหน?" โดยไม่ได้ดูแค่ระยะทางหรือเวลา แต่ดูถึงความเครียดทางสรีรวิทยาจริงๆ ที่เกิดขึ้นกับร่างกายของคุณ
ระบบ TSS เดิมถูกพัฒนาขึ้นโดย Dr. Andrew Coggan สำหรับการปั่นจักรยาน และถูกนำมาปรับใช้กับการวิ่ง (Running Training Stress Score - rTSS) เพื่อให้เป็นวิธีมาตรฐานในการวัด "ปริมาณงาน" โดยคำนวณจากเพซที่วิ่งเทียบกับเพซเทรชโฮลด์ส่วนบุคคล
มาตรฐานของ TSS ในการวิ่ง
การวิ่งที่ระดับ Critical Running Speed (CRS) หรือเพซเทรชโฮลด์ เป็นเวลา 1 ชั่วโมง = 100 TSS
มาตรฐานนี้ช่วยให้เราเปรียบเทียบการซ้อมที่ต่างกันได้ เช่น การวิ่งที่ระดับเทรชโฮลด์ 30 นาที จะได้ค่าประมาณ 50 TSS ในขณะที่การวิ่ง 2 ชั่วโมงที่ระดับเดิมจะได้ประมาณ 200 TSS
Running TSS เทียบกับ Cycling TSS: ข้อแตกต่างที่สำคัญ
แม้จะใช้ชื่อ TSS เหมือนกัน แต่ภาระการซ้อมวิ่งมีลักษณะเฉพาะที่นักวิ่งต้องเข้าใจ:
| หัวข้อเปรียบเทียบ | Cycling TSS | Running TSS (rTSS) |
|---|---|---|
| ข้อมูลหลักที่ใช้ | พละกำลัง (วัตต์) | เพซ (นาที/กม. หรือ นาที/ไมล์) |
| ความเครียดจากแรงกระแทก | ต่ำ (นั่งปั่น) | สูง (มีแรงกระแทกจากพื้นตลอดเวลา) |
| ความต้องการในการฟื้นตัว | ต่ำกว่า (ในค่า TSS ที่เท่ากัน) | สูงกว่า (เนื่องจากความเครียดระดับกล้ามเนื้อและกระดูก) |
| ปริมาณซ้อมต่อสัปดาห์ | ปกติอยู่ที่ 500-800+ TSS | ปกติอยู่ที่ 300-500 TSS (ในระดับความพยายามที่เท่ากัน) |
| สูตรคำนวณ | IF² × ระยะเวลา × 100 | IF² × ระยะเวลา × 100 |
⚠️ ข้อควรระวัง: แรงกระแทกที่สูงกว่าของการวิ่ง
ค่า TSS ที่เท่ากันในการวิ่งจะสร้างความเครียดทางกายภาพมากกว่าการปั่นจักรยานเนื่องจากแรงกระแทก นักวิ่งที่สะสมได้ 400 TSS/สัปดาห์ จะได้รับภาระการซ้อมใกล้เคียงกับนักปั่นที่ทำได้ 600-700 TSS/สัปดาห์ ดังนั้นการประเมินภาระการซ้อมวิ่งต้องคำนึงถึงทั้งระบบหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงระบบกล้ามเนื้อและกระดูกด้วย
การคำนวณคะแนนความเครียดจากการซ้อมวิ่ง (rTSS)
สูตรการคำนวณ Running TSS
โดยที่ค่า Intensity Factor (IF) คือ:
Normalized Graded Speed (NGS) คือความเร็วที่ปรับตามความแปรปรวนและความชันของพื้นที่:
📊 วิธีการคำนวณแบบง่ายโดยใช้เพซ
สำหรับนักวิ่งที่ใช้เพียงนาฬิกา GPS ปกติ สามารถใช้เพซคำนวณได้ดังนี้:
ตัวอย่าง: หากเพซ CRS ของคุณคือ 4:00/กม. และคุณวิ่งที่เพซ 4:20/กม.:
IF = 4:00 / 4:20 = 240 วินาที / 260 วินาที = 0.923
หมายเหตุ: เพซที่ช้ากว่า = ค่า IF ที่ต่ำกว่า (สูตรจะกลับด้านกับการคำนวณด้วยความเร็ว)
ตัวอย่างการคำนวณ: การวิ่งเทมโป (Tempo Run)
ข้อมูลนักวิ่ง:
- เพซ CRS: 4:00/กม. (หรือความเร็ว 15 กม./ชม.)
- CRS: คือเพซที่คุณรักษาระดับได้นาน 1 ชั่วโมง
ข้อมูลการซ้อมครั้งนี้:
- ระยะทางรวม: 10 กม.
- เวลาที่ใช้เคลื่อนที่: 43:20 นาที (0.722 ชั่วโมง)
- เพซเฉลี่ย: 4:20/กม.
ขั้นตอนที่ 1: คำนวณความเร็วเฉลี่ย
ความเร็ว = 13.85 กม./ชม.
ขั้นตอนที่ 2: คำนวณค่า IF (ด้วยความเร็ว)
IF = 0.923
ขั้นตอนที่ 3: คำนวณค่า IF (ด้วยเพซ)
IF = 0.923 ✓
ขั้นตอนที่ 4: คำนวณค่า rTSS
rTSS = 0.852 × 0.722 × 100
rTSS = 61.5
การแปลผล: การวิ่งเทมโป 10 กม. ที่ความหนักประมาณ 90% ของเทรชโฮลด์ครั้งนี้ สร้างคะแนนความเครียดได้ 61.5 TSS ซึ่งถือเป็นแรงกระตุ้นการซ้อมระดับปานกลางสไตล์คุณภาพแบบแอโรบิก
เกณฑ์ระดับความเข้มข้นของ Running TSS
| ช่วงคะแนน TSS | ระดับความหนัก | คำอธิบาย | ตัวอย่างการซ้อม |
|---|---|---|---|
| < 50 | ฟื้นฟู (Easy) | วิ่งเบาๆ พูดคุยได้คล่องแคล่ว เป็นการพักผ่อนแบบเคลื่อนไหว | วิ่ง 30-45 นาที, วิ่งแก้ล้า, วิ่ง Strides เบาๆ |
| 50-100 | ปานกลาง (Moderate) | ปริมาณการซ้อมปกติรายวัน เพื่อสร้างฐานแอโรบิก | วิ่งต่อเนื่อง 60-90 นาที, วิ่งยาวแบบสบายๆ |
| 100-200 | หนัก (Hard) | การซ้อมคุณภาพที่มีช่วงเทมโปหรือเทรชโฮลด์ผสมอยู่ | วิ่ง 90-120 นาทีพร้อมสอดแทรกอินเทอร์วัล, วิ่งแบบ Progression |
| 200-300 | หนักมาก (Very Hard) | วิ่งยาวที่มีคุณภาพสูง หรือการจำลองสถานการณ์แข่ง | วิ่งยาว 2-3 ชั่วโมงที่มีช่วงวิ่งเพซแข่งฮาล์ฟมาราธอน |
| > 300 | หนักสูงสุด (Extreme) | วันแข่งขันจริง หรือการวิ่งระยะไกลพิเศษ (Ultra) | การแข่งมาราธอน, อัลตร้ามาราธอน 50 กม.+, วิ่ง Ironman |
📊 เป้าหมาย TSS รายสัปดาห์แบ่งตามระดับนักวิ่ง
- นักวิ่งมือใหม่: 150-300 TSS/สัปดาห์ (วิ่ง 3-4 วัน/สัปดาห์)
- นักวิ่งระดับกลาง: 300-500 TSS/สัปดาห์ (วิ่ง 4-6 วัน/สัปดาห์)
- นักวิ่งระดับสูง: 500-700 TSS/สัปดาห์ (ซ้อม 6-8 เซสชัน/สัปดาห์)
- นักวิ่งระดับอีลิท: 700-900+ TSS/สัปดาห์ (ซ้อม 8-12 เซสชัน/สัปดาห์)
คะแนนเหล่านี้จะสะสมกลายเป็นค่า Chronic Training Load (CTL) ซึ่งเป็นตัววัดระดับความฟิตที่เราจะอธิบายต่อไป
ทำความเข้าใจ CTL, ATL และ TSB สำหรับนักวิ่ง
Performance Management Chart (PMC) แสดงภาพความสัมพันธ์ของตัวชี้วัด 3 ตัวที่รวมกันเป็นเรื่องราวการซ้อมวิ่งของคุณ: ความฟิต, ความล้า และฟอร์ม
CTL - Chronic Training Load
ค่าเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักย้อนหลัง 42 วันของ TSS รายวัน แสดงถึงระดับสมรรถภาพทางแอโรบิกและการปรับตัวจากการซ้อมอย่างสม่ำเสมอในระยะยาว
ATL - Acute Training Load
ค่าเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักย้อนหลัง 7 วันของ TSS รายวัน บ่งบอกความเครียดและความล้าสะสมในช่วงสัปดาห์ล่าสุด
TSB - Training Stress Balance
ผลต่างระหว่างความฟิตกับความล้าของเมื่อวาน เป็นตัวบอกความพร้อมในการซ้อมคุณภาพหรือการแข่งขัน
CTL: มาตรวัดความฟิตของการวิ่งของคุณ
CTL บ่งบอกอะไรในนักวิ่ง
CTL คือตัวเลขที่บอกว่าร่างกายของคุณ ปรับตัวเข้ากับภาระการซ้อม ได้ถึงระดับไหนในช่วง 6 สัปดาห์ที่ผ่านมา ค่า CTL ที่สูงขึ้นหมายถึง:
- ระดับแอโรบิกและการซ้อมความทนทานที่สูงขึ้น
- ความสามารถในการรองรับปริมาณและระดับความเข้มข้นของการซ้อมที่มากขึ้น
- พัฒนาการของระบบประสาทสั่งการกล้ามเนื้อและระบบเผาพลาญ
- ขีดสมรรถภาพสูงสุดที่ยั่งยืนได้มากขึ้น
- ความทนทานต่อแรงกระแทกจากการวิ่งที่ดีขึ้น
ค่าคงที่เวลา: 42 วัน
CTL มีค่าครึ่งชีวิตประมาณ 14.7 วัน หมายความว่าหลังจากผ่านไป 42 วัน ผลกระทบจากการซ้อมหนึ่งครั้งจะเหลืออยู่ในค่าความฟิตของคุณประมาณ 36.8% (1/e)
ความหมายคือ ความฟิตสร้างขึ้นอย่างช้าๆ แต่ก็หายไปอย่างช้าๆ เช่นกัน ซึ่งช่วยป้องกันการสูญเสียความฟิต (Detraining) ในช่วงพักสั้นๆ ได้
ค่า CTL มาตรฐานแบ่งตามระดับนักวิ่ง
กำลังสร้างฐานความฟิต, วิ่ง 3-4 วัน/สัปดาห์
ซ้อมสม่ำเสมอ, วิ่ง 4-6 วัน/สัปดาห์
ซ้อมปริมาณสูง, 6-8 เซสชัน/สัปดาห์
ภาระการซ้อมอาชีพ, 8-12+ เซสชัน/สัปดาห์
- มือใหม่: +2-4 CTL ต่อสัปดาห์
- ระดับกลาง: +3-5 CTL ต่อสัปดาห์
- ระดับสูง: +5-7 CTL ต่อสัปดาห์
การเพิ่มเร็วกว่านี้จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บอย่างมากเนื่องจากแรงกระแทกจากการวิ่ง "กฎ 10%" (การเพิ่มระยะทางไม่เกิน 10% ต่อสัปดาห์) มักจะสอดคล้องกับอัตราการเพิ่มที่เป็นตัวเลขเหล่านี้
ATL: มาตรวัดความล้าจากการวิ่งของคุณ
ATL ติดตามความเครียดจากการซ้อมในระยะสั้น หรือความล้าที่สะสมในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา มันจะพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วหลังการซ้อมหนัก และลดลงอย่างรวดเร็วในช่วงพัก ทำให้มันเป็นตัวแปรสำคัญในการบริหารจัดการการฟื้นตัวระหว่างเซสชันคุณภาพ
กลไกของ ATL ในการฝึกซ้อมวิ่ง
- ตอบสนองเร็ว: มีค่าคงที่เวลา 7 วัน (ค่าครึ่งชีวิต ~2.4 วัน)
- รูปแบบกราฟที่ผันผวน: กระโดดสูงขึ้นหลังซ้อมคุณภาพ และลดต่ำลงในวันพัก
- ตัวบ่งชี้การฟื้นตัว: ATL ที่ลดลงหมายถึงความล้าที่กำลังจางหายไป
- สัญญาณเตือนการซ้อมเกิน: ATL ที่สูงต่อเนื่องเป็นเวลานานบ่งบอกถึงการฟื้นตัวที่ไม่เพียงพอ
- ความเครียดจากแรงกระแทก: ATL ของการวิ่งสะท้อนถึงทั้งความเหนื่อยล้าของระบบหัวใจและระบบกล้ามเนื้อ/ข้อต่อ
🔬 โมเดลความฟิตและความล้า (Fitness-Fatigue Model) สำหรับการวิ่ง
การวิ่งทุกครั้งสร้างผลกระทบ 2 อย่างขนานกัน:
- แรงกระตุ้นความฟิต (สร้างช้า, อยู่ได้นาน)
- ความเหนื่อยล้า (สร้างเร็ว, หายเร็ว)
สมรรถภาพการวิ่ง = ความฟิต - ความล้า แผนภูมิ PMC ช่วยจำลองโมเดลนี้ออกมาให้เห็น ทำให้เราวางแผนการซ้อมตามหลักวิทยาศาสตร์และหาจังหวะลงแข่งที่เหมาะสมที่สุดได้
สภาวะคงที่ (Steady State)
เมื่อปริมาณการซ้อมคงที่ต่อเนื่องสัปดาห์ต่อสัปดาห์ ค่า CTL และ ATL จะเริ่มเข้าหากัน:
ตัวอย่าง: ซ้อม 400 TSS/สัปดาห์ อย่างสม่ำเสมอ
CTL จะเข้าใกล้ ~57
ATL จะเข้าใกล้ ~57
TSB จะเข้าใกล้ 0
การแปลผล: ความฟิตและความล้าอยู่ในสมดุล เป็นการรักษาความฟิตที่ยั่งยืน
ช่วงเพิ่มความหนัก (Build Phases)
เมื่อคุณเพิ่มระยะทางหรือความเข้มข้นของการซ้อม:
ค่า ATL จะพุ่งสูงขึ้น เร็วกว่า CTL ทำให้ค่า TSB ติดลบ (ความล้า > ความฟิต) ซึ่งเป็นเรื่องปกติและจำเป็น เพื่อสร้างการทำงานหนักเกิน (Overload) ที่จะไปกระตุ้นการปรับตัวของร่างกายให้วิ่งเก่งขึ้น
ช่วงผ่อน (Taper) ก่อนแข่ง
เมื่อคุณลดปริมาณซ้อมลงก่อนวันแข่ง:
ค่า ATL จะลดลง เร็วกว่า CTL ทำให้ค่า TSB กลายเป็นบวก (ความฟิต > ความล้า) นี่คือเป้าหมายสำคัญ เพื่อให้คุณไปถึงวันแข่งด้วยร่างกายที่สดชื่น ในขณะที่ยังรักษาระดับความฟิตไว้ได้
TSB: สมดุลความฟิต-ความล้า และความพร้อมในการแข่ง
TSB (Training Stress Balance) คือผลต่างระหว่างความฟิต (CTL) ของเมื่อวาน กับความล้า (ATL) ของเมื่อวาน สำหรับนักวิ่ง มันคือตัวบอกว่าคุณ "สด" หรือ "ล้า" แค่ไหน พร้อมที่จะไปวิ่งคุณภาพหรือควรเป็นวันพัก
ตารางการแปลผลค่า TSB สำหรับนักวิ่ง
| ช่วง TSB | สถานะ | การแปลผล | คำแนะนำ |
|---|---|---|---|
| < -30 | เสี่ยงต่อการซ้อมเกิน | ล้าจัด เสี่ยงบาดเจ็บสูง | ต้องพักทันที ลดปริมาณซ้อมลง 50%+ หรือหยุดพัก |
| -20 ถึง -30 | ช่วงซ้อมเข้มข้น | การโหลดที่ได้ผลเพื่อสร้างความฟิต | ซ้อมตามแผนต่อ สังเกตอาการล้าหรือบาดเจ็บอย่างใกล้ชิด |
| -10 ถึง -20 | ภาระการซ้อมปกติ | สะสมความฟิตต่อเนื่อง | ซ้อมได้ตามปกติ รองรับเซสชันอินเทอร์วัลหรือเทมโปได้ดี |
| -10 ถึง +15 | ช่วงเปลี่ยนผ่าน/รักษาฟอร์ม | สภาวะสมดุล ล้าเล็กน้อยหรือเริ่มสด | เหมาะสำหรับการแข่งรายการรอง (B/C Race), การทดสอบ, หรือสัปดาห์พัก |
| +15 ถึง +25 | พีคฟอร์มสำหรับการแข่ง | สดและฟิตจัด ช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับการแข่ง | สนามเป้าหมาย (A-Race) คาดหวังผลงานที่ดีที่สุดได้ในช่วงนี้ |
| +25 ถึง +35 | สดชื่นมากเป็นพิเศษ | พักเต็มที่ เหมาะสำหรับการแข่งระยะสั้น | การแข่ง 5K-10K, การวิ่งจับเวลา, หรือการแข่งลู่ |
| > +35 | เริ่มสูญเสียความฟิต | พักนานเกินไปจนความฟิตลดต่ำลง | ควรกลับมาซ้อมได้แล้ว ความฟิตเริ่มถดถอยจากการพักที่นานเกินไป |
🎯 เป้าหมาย TSB แบ่งตามระยะทางการแข่งขัน
- การแข่ง 5K/10K: TSB +20 ถึง +30 (ใช้การผ่อน 7-10 วัน)
- ฮาล์ฟมาราธอน: TSB +15 ถึง +25 (ใช้การผ่อน 10-14 วัน)
- มาราธอน: TSB +10 ถึง +20 (ใช้การผ่อน 14-21 วัน)
- อัลตร้ามาราธอน (50K+): TSB +5 ถึง +15 (ใช้วิธีลดปริมาณแต่รักษาระดับความทนทาน)
ระยะทางสั้นต้องการ TSB สูงเพื่อพละกำลังและความเร็ว ระยะทางไกลต้องการ TSB ปานกลางเพื่อรักษาระดับความอึด
คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เกี่ยวกับภาระการซ้อมวิ่ง
จะคำนวณ TSS ได้อย่างไรถ้าไม่มีนาฬิกา GPS หรือเซนเซอร์วัดพละกำลัง?
คุณสามารถใช้ค่า RPE (Rate of Perceived Exertion) หรือคะแนนความเหนื่อยตามความรู้สึก (1-10) ในการประมาณค่า TSS ได้:
ตัวอย่าง: วิ่งเบาๆ (RPE 4) เป็นเวลา 1 ชั่วโมง จะได้ประมาณ 64 TSS
ทำไมคะแนน TSS ของการวิ่งถึงดูเหมือนจะสูงกว่าการปั่นจักรยานในความเหนื่อยที่เท่ากัน?
เพราะการวิ่งมีแรงกระแทก (Eccentric Loading) ที่สร้างความเสียหายให้กับเส้นใยกล้ามเนื้อมากกว่าการปั่นจักรยาน ร่างกายจึงรับภาระหนักกว่าในเชิงสรีรวิทยา แม้อัตราการเต้นของหัวใจจะเท่ากันก็ตาม
เป้าหมาย TSS รายสัปดาห์ที่เหมาะสมสำหรับการซ้อมมาราธอนคือเท่าไหร่?
สำหรับนักวิ่งมาราธอนระดับกลาง เป้าหมายมักจะอยู่ที่ 400-600 TSS/สัปดาห์ ในช่วงพีคของการซ้อม เพื่อให้ได้ค่า CTL ที่เพียงพอสำหรับการจบการแข่งขันอย่างมีประสิทธิภาพ
ค่า TSB ที่เป็นลบตลอดเวลาในช่วง Build Phase เป็นเรื่องปกติหรือไม่?
ใช่ เป็นเรื่องปกติและจำเป็น การที่ TSB ติดลบ (ในช่วง -10 ถึง -30) แสดงว่าคุณกำลังสร้างภาระงานที่หนักกว่าระดับความฟิตเดิมเพื่อกระตุ้นให้ร่างกายพัฒนา แต่ต้องระวังไม่ให้ติดลบเกิน -30 นานเกินไป
ค่า CTL จะลดลงเร็วแค่ไหนถ้าฉันต้องหยุดวิ่ง?
เนื่องจาก CTL มีค่าคงที่เวลา 42 วัน มันจะลดลงอย่างช้าๆ คุณจะสูญเสียความฟิตประมาณ 1-2% ต่อวันในช่วงสัปดาห์แรกที่หยุด แต่อย่ากังวล เพราะฐานความฟิตระยะยาวที่คุณสร้างมาจะยังคงอยู่และกลับคืนมาได้เร็วเมื่อเริ่มซ้อมใหม่