ภาระการฝึกและการจัดตารางซ้อม (Training Load & Periodization)
ประเด็นสำคัญ: การจัดการภาระการฝึก
- Training Stress Score (TSS) วัดว่าการวิ่งแต่ละครั้งสร้างความเครียดให้ร่างกายแค่ไหน โดยรวมเอาความเข้มข้นและระยะเวลาเข้าด้วยกัน
- CTL (Fitness) วัดระดับความฟิตสะสมจากผลรวมการซ้อมในช่วง 42 วันที่ผ่านมา
- ATL (Fatigue) ติดตามความเหนื่อยล้าสะสมในช่วง 7 วันล่าสุด
- TSB (Form) บ่งบอกสภาพร่างกายของคุณ: ความฟิตลบด้วยความเหนื่อยล้า เพื่อดูว่าพร้อมแข่งหรือต้องพักฟื้น
- Periodization คือการจัดโครงสร้างการฝึกซ้อมเป็นช่วงๆ เพื่อให้ร่างกายสมบูรณ์ที่สุดในวันแข่ง
ทำความเข้าใจภาระการฝึก (Training Load)
การจัดการภาระการฝึกที่มีประสิทธิภาพคือหัวใจสำคัญที่แยกนักวิ่งที่พัฒนาอย่างรวดเร็วออกจากนักวิ่งที่บาดเจ็บบ่อย เมตริกอย่าง TSS, CTL, ATL และ TSB จะเปลี่ยนความรู้สึกส่วนตัวให้เป็นข้อมูลเชิงประจักษ์ที่ช่วยในการตัดสินใจ
CTL (Fitness)
ค่าเฉลี่ยความเครียดระยะยาว (42 วัน) ยิ่งสูงหมายถึงความฟิตพื้นฐานที่มากขึ้น
ATL (Fatigue)
ค่าเฉลี่ยความซ้อมระยะสั้น (7 วัน) สะท้อนความเหนื่อยล้าที่คุณกำลังเผชิญ
TSB (Form)
ความสมดุลระหว่างความฟิตและความเหนื่อยล้า บอกความพร้อมในการออกกำลังกายหนักหรือการแข่ง
หลักการจัดตารางซ้อม (Periodization)
การซ้อมแบบเดิมไปเรื่อยๆ จะทำให้พัฒนาการหยุดชะงัก Periodization แบ่งการซ้อมออกเป็นช่วงเวลาที่มีเป้าหมายต่างกัน:
ช่วงการฝึกต่างๆ:
- Base Phase (สร้างฐาน): เน้นการวิ่งโซน 2 เพื่อสร้างระบบแอโรบิกและความทนทาน
- Build Phase (สร้างความแกร่ง): เพิ่มการซ้อมที่จุด Threshold และ Tempo
- Peak Phase (ทำความเร็ว): ซ้อมที่เพซแข่งจริงเพื่อเตรียมความพร้อมสูงสุด
- Taper (ลดภาระ): ลดปริมาณการซ้อมเพื่อให้ร่างกายฟื้นฟูก่อนวันแข่ง
การจัดการ TSB เพื่อวันแข่ง
- 5K/10K: TSB ควรอยู่ที่ +20 ถึง +30 (เน้นความสดชื่นเพื่อความเร็ว)
- Half/Full Marathon: TSB ควรอยู่ที่ +10 ถึง +20 (เน้นความสมดุลระหว่างความสดและความอึด)