VO2max คืออะไร? คู่มือฉบับสมบูรณ์สำหรับนักวิ่ง
คำตอบแบบด่วน
VO2max (การใช้ออกซิเจนสูงสุด) คือปริมาณออกซิเจนสูงสุดที่ร่างกายของคุณสามารถนำไปใช้ได้ในระหว่างการออกกำลังกายที่หนักหน่วง หน่วยวัดเป็น มิลลิลิตร/กิโลกรัม/นาที (ml/kg/min) ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ขีดจำกัดสูงสุดของความจุแอโรบิกและสามารถทำนายสมรรถภาพการวิ่งได้โดยตรง
ข้อมูลสำคัญ:
- นักวิ่งมาราธอนระดับแนวหน้า: 70-85 ml/kg/min (ชาย), 60-75 ml/kg/min (หญิง)
- นักวิ่งทั่วไป: 45-55 ml/kg/min (ชาย), 35-45 ml/kg/min (หญิง)
- พัฒนาได้ด้วยการฝึกอินเทอร์วัลความเข้มข้นสูง (Zone 5)
- พันธุกรรมกำหนด VO2max ประมาณ 50%; การฝึกซ้อมช่วยพัฒนาได้ 10-20%
- วัดผลได้จากการทดสอบในห้องแล็บหรือประเมินจากการทดสอบในสนาม (วิ่งเต็มที่ 12 นาที, วิ่ง 5K)
VO2max คืออะไร?
VO2max (maximal oxygen uptake) คือปริมาณออกซิเจนสูงสุดที่ร่างกายสามารถนำไปใช้ได้ในระหว่างการออกกำลังกายที่หนักหน่วง วัดเป็นมิลลิลิตรของออกซิเจนที่ใช้ต่อน้ำหนักตัวหนึ่งกิโลกรัมต่อหนึ่งนาที (ml/kg/min) และเปรียบเสมือนเพดานของเครื่องยนต์แอโรบิกของคุณ
เมื่อคุณวิ่ง กล้ามเนื้อต้องการออกซิเจนเพื่อสร้างพลังงาน VO2max จะบอกถึงประสิทธิภาพของระบบหัวใจและหลอดเลือด—หัวใจ ปอด หลอดเลือด และกล้ามเนื้อ—ในการส่งต่อและใช้ออกซิเจน ยิ่ง VO2max สูง ร่างกายก็จะสามารถประมวลผลออกซิเจนได้มากขึ้น ทำให้คุณวิ่งได้เร็วขึ้นก่อนที่จะถึงขีดจำกัดแอโรบิก
ข้อมูลด่วน VO2max:
- นักวิ่งมาราธอนชายระดับแนวหน้า: 70-85 ml/kg/min
- นักวิ่งมาราธอนหญิงระดับแนวหน้า: 60-75 ml/kg/min
- นักวิ่งชายทั่วไป: 45-55 ml/kg/min
- นักวิ่งหญิงทั่วไป: 35-45 ml/kg/min
- ผู้ใหญ่ทั่วไปที่ไม่ออกกำลังกาย: 25-35 ml/kg/min
ทำไม VO2max ถึงสำคัญสำหรับนักวิ่ง
VO2max เป็นหนึ่งใน ตัวชี้วัดสมรรถภาพการวิ่ง ที่สำคัญที่สุด เพราะมันสัมพันธ์โดยตรงกับความสามารถในการรักษาความเร็วในการวิ่ง นี่คือเหตุผลที่มันสำคัญ:
1. ทำนายผลการแข่งขัน
VO2max กำหนดเพดานสูงสุดของความจุแอโรบิก นักวิ่งที่มีค่า VO2max สูงกว่าจะสามารถรักษาความเร็วได้นานกว่า งานวิจัยแสดงให้เห็นความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระหว่าง VO2max และเวลาในการแข่งขันในทุกระยะทางตั้งแต่ 5K ไปจนถึงมาราธอน
2. พื้นฐานของโซนการซ้อม
VO2max เป็นตัวกำหนด โซนการซ้อมและระดับความเข้มข้น โซน 5 (VO2max intervals) ของคุณโดยปกติจะอยู่ที่ 95-100% ของอัตราการเต้นหัวใจสูงสุด และการซ้อมที่ความเข้มข้นนี้เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการเพิ่มความจุแอโรบิก
3. เพดานแอโรบิก
ในขณะที่ จุดเริ่มล้า (lactate threshold) กำหนดความเร็วที่คุณสามารถวิ่งได้ต่อเนื่องเป็นเวลานาน VO2max คือเพดานแอโรบิกที่แท้จริง แม้แต่นักวิ่งระดับแนวหน้าก็ไม่ค่อยแข่งที่ 100% VO2max—นักวิ่งมาราธอนมักจะแข่งที่ประมาณ 80-85% ของ VO2max
4. เครื่องมือวัดระดับสมรรถภาพ
VO2max ให้การวัดความฟิตที่เป็นรูปธรรมซึ่งคุณสามารถติดตามได้ตลอดเวลา ต่างจากเวลาแข่งขันที่ขึ้นอยู่กับความยากของเส้นทางและสภาพอากาศ VO2max เป็นตัวชี้วัดมาตรฐานสำหรับการเปรียบเทียบความฟิตในแต่ละช่วงของการซ้อม
วิธีวัดค่า VO2max
มีหลายวิธีในการวัดหรือประเมินค่า VO2max ตั้งแต่การทดสอบในห้องแล็บไปจนถึงการทดสอบในสนามและการประเมินจากสมาร์ทวอทช์
การทดสอบ VO2max ในห้องปฏิบัติการ (มาตรฐานสูงสุด)
วิธีที่แม่นยำที่สุดคือการวิ่งบนลู่วิ่งในขณะที่สวมหน้ากากวัดการใช้ออกซิเจนและการผลิตคาร์บอนไดออกไซด์ การทดสอบจะเพิ่มความเร็วหรือความชันขึ้นเรื่อยๆ จนกว่าคุณจะถึงจุดที่เหนื่อยจนทนไม่ไหว โดยปกติจะใช้เวลา 8-12 นาที
ข้อดี: แม่นยำสูง (±3-5%)
ข้อเสีย: ค่าใช้จ่ายสูง (ประมาณ 5,000-10,000 บาท), ต้องใช้อุปกรณ์เฉพาะทางและผู้เชี่ยวชาญ
การทดสอบในสนาม (Field Tests)
การทดสอบการวิ่งหลายอย่างสามารถประเมินค่า VO2max ได้ด้วยความแม่นยำพอสมควร:
- Cooper Test: วิ่งให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้ใน 12 นาที ระยะทางเป็นเมตร × 0.0225 - 11.3 = VO2max
- 5K Time Trial: ความเร็ว 5K มีความสัมพันธ์อย่างมากกับ VO2max เครื่องคำนวณการวิ่งส่วนใหญ่สามารถประเมิน VO2max จากเวลาแข่งขันล่าสุดได้
- Incremental Track Test: เพิ่มความเร็วทุกๆ 2-3 นาทีจนกว่าจะหมดแรง
การประเมินจากสมาร์ทวอทช์
นาฬิกา GPS รุ่นใหม่ๆ จาก Garmin, Polar, Coros และ Apple ให้การประเมิน VO2max ตามข้อมูลอัตราการเต้นของหัวใจระหว่างการวิ่ง Run Analytics ยังคำนวณการประเมิน VO2max จากข้อมูลการวิ่งของคุณโดยเก็บข้อมูลทุกอย่างเป็นส่วนตัวบนอุปกรณ์ของคุณ
ความแม่นยำ: การประเมินจากสมาร์ทวอทช์มักจะคลาดเคลื่อนประมาณ ±10-15% จากค่าในห้องแล็บ ซึ่งจะแม่นยำที่สุดเมื่อคุณ:
- มีข้อมูลอัตราการเต้นหัวใจที่แม่นยำจากสายคาดอกหรือเซ็นเซอร์คุณภาพสูง
- มีข้อมูลการซ้อมหลายสัปดาห์
- มีการวิ่งหนักๆ ที่กระตุ้นให้อัตราการเต้นหัวใจพุ่งสูงขึ้นอย่างสม่ำเสมอ
ค่าเฉลี่ย VO2max ตามอายุและเพศ
VO2max จะลดลงตามธรรมชาติตามอายุ โดยปกติจะลดลง 5-10% ต่อทศวรรษหลังจากอายุ 30 ปี นี่คือค่าเฉลี่ย:
| ช่วงอายุ | ชาย (ml/kg/min) | หญิง (ml/kg/min) | ระดับความฟิต |
|---|---|---|---|
| 20-29 | < 35 | < 27 | น้อยมาก (Poor) |
| 20-29 | 35-43 | 27-35 | ปานกลาง (Fair) |
| 20-29 | 44-52 | 36-43 | ดี (Good) |
| 20-29 | 53-62 | 44-51 | ดีมาก (Excellent) |
| 20-29 | > 62 | > 51 | ยอดเยี่ยม (Superior) |
| 40-49 | < 31 | < 24 | น้อยมาก (Poor) |
| 40-49 | 31-39 | 24-31 | ปานกลาง (Fair) |
| 40-49 | 40-47 | 32-39 | ดี (Good) |
| 40-49 | 48-56 | 40-47 | ดีมาก (Excellent) |
| 40-49 | > 56 | > 47 | ยอดเยี่ยม (Superior) |
ข้อสำคัญ: นักกีฬาที่มีความทนทานระดับสูงมักจะมีค่า VO2max อยู่ที่ 70-85 ml/kg/min โดยไม่เกี่ยงอายุ ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่าการฝึกซ้อมสามารถชดเชยการลดลงตามอายุได้เป็นอย่างมาก
วิธีพัฒนาค่า VO2max
VO2max เป็นค่าที่สามารถฝึกเพิ่มขึ้นได้ จากการฝึกซ้อมอย่างสม่ำเสมอ นักวิ่งส่วนใหญ่สามารถเพิ่ม VO2max ได้ 15-25% ภายใน 6-12 เดือน นี่คือวิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุด:
1. การซ้อมอินเทอร์วัล VO2max (ได้ผลดีที่สุด)
การฝึกซ้อมที่ 95-100% ของอัตราการเต้นหัวใจสูงสุดเป็นเวลา 3-5 นาที สลับกับการพักในเวลาที่เท่ากันหรือสั้นกว่าเล็กน้อย คือมาตรฐานสูงสุดในการเพิ่ม VO2max การซ้อมนี้ควรรู้สึกว่าหนักแต่ยังสามารถคุมระดับความเร็วได้จนครบเซต
ตัวอย่างการซ้อม:
- 1000 เมตร 5 รอบ ที่ความเร็ว 5K พัก 2-3 นาที
- วิ่งหนัก 4 นาที 4 รอบ (Zone 5) พักวิ่งจ็อก 3 นาที
- 800 เมตร 6 รอบ ที่ความเร็ว 3K-5K พัก 2 นาที
2. การซ้อม Threshold
การวิ่งที่ จุดเริ่มล้า (lactate threshold) (Zone 4) เป็นเวลา 20-40 นาที จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการส่งและใช้ออกซิเจน แม้จะไม่เจาะจงเท่าอินเทอร์วัล VO2max แต่การวิ่ง Threshold จะสร้างฐานแอโรบิกที่แข็งแรงเพื่อรองรับงานที่หนักขึ้น
3. การวิ่งยาว (Long Runs)
การวิ่งยาวแบบสบายๆ ใน Zone 2 จะช่วยเพิ่มความหนาแน่นของใยประสาทเลือดส่วนปลาย (capillary), ความสามารถของไมโทคอนเดรีย และปริมาณเลือดที่หัวใจฉีดฉีดออก—ซึ่งล้วนเป็นองค์ประกอบของ VO2max ควรตั้งเป้าหมายวิ่งยาวสัปดาห์ละครั้งที่ 60-70% ของอัตราการเต้นหัวใจสูงสุด
4. การซ้อมอย่างสม่ำเสมอ
VO2max ตอบสนองได้ดีที่สุดต่อการซ้อมที่สม่ำเสมอเป็นเวลาหลายเดือนและหลายปี การจัดสัดส่วนการซ้อม (Periodization) ที่รวมถึงการสร้างฐานการวิ่ง, การเตรียมเฉพาะเจาะจง และรอบการพักฟื้น จะช่วยให้เกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่องโดยไม่เกิดการซ้อมเกิน (overtraining)
5. ปรับปรุงภาระการซ้อมให้เหมาะสม
ติดตาม Training Stress Score (TSS) และ CTL/ATL/TSB ของคุณเพื่อให้มั่นใจว่าคุณซ้อมหนักพอที่จะกระตุ้นร่างกาย แต่ไม่หนักจนฟื้นตัวไม่ทัน Run Analytics จะติดตามตัวเลขเหล่านี้โดยอัตโนมัติพร้อมกับรักษาความเป็นส่วนตัวของข้อมูล
VO2max vs Lactate Threshold: อะไรสำคัญกว่ากัน?
ตัวชี้วัดทั้งสองมีความสำคัญ แต่มีจุดประสงค์ที่แตกต่างกัน:
| ตัวชี้วัด | วัดอะไร | สำคัญที่สุดสำหรับ | การฝึกพัฒนาได้ |
|---|---|---|---|
| VO2max | การใช้ออกซิเจนสูงสุด | แข่ง 5K-10K, ความจุแอโรบิกสูงสุด | ปานกลาง (พัฒนาได้ 15-25%) |
| Lactate Threshold | ความเร็วที่วิ่งได้ต่อเนื่องก่อนกรดแลกติกสะสม | ฮาล์ฟมาราธอน, มาราธอน, การวิ่งต่อเนื่องนานๆ | สูง (พัฒนาได้ 25-40%) |
ข้อมูลสำคัญ: สำหรับการแข่งขันระยะสั้น (5K-10K) ค่า VO2max จะเป็นตัวทำนายผลการแข่งขันได้ดีกว่า สำหรับระยะไกล (ฮาล์ฟมาราธอนและมาราธอน) Lactate Threshold จะมีความสำคัญมากกว่า เพราะคุณไม่สามารถรักษาความเร็วที่ระดับ VO2max ได้เป็นเวลานาน
นักวิ่งมาราธอนระดับโลกมักจะมี VO2max สูงถึง 70-80 ml/kg/min แต่สิ่งที่แยกพวกเขาออกจากคนอื่นคือความสามารถในการวิ่งที่ 85-90% ของ VO2max ได้นานกว่า 2 ชั่วโมง ซึ่งกำหนดโดย Lactate Threshold, Economy การวิ่ง และความแข็งแกร่งของจิตใจ
ติดตาม VO2max ด้วย Run Analytics
Run Analytics จะประเมิน VO2max จากข้อมูลการวิ่งและติดตามแนวโน้มการเปลี่ยนแปลง ช่วยให้คุณเข้าใจว่าการซ้อมของคุณช่วยเพิ่มความจุแอโรบิกหรือไม่ ต่างจากแพลตฟอร์มคลาวด์ การคำนวณทั้งหมดจะเกิดขึ้นบนอุปกรณ์ของคุณ เพื่อให้มั่นใจว่า ข้อมูลการวิ่งจะเป็นส่วนตัวเสมอ
ฟีเจอร์เด่น:
- การประเมิน VO2max จากความเร็วและอัตราการเต้นของหัวใจ
- คำนวณ ความเร็ววินิจฉัย (Critical Running Speed - CRS) สำหรับโซนการซ้อม
- โซนการซ้อมส่วนบุคคล ตามสภาพร่างกายของคุณ
- ติดตาม Training Stress Score และ CTL/ATL/TSB
- ติดตามความก้าวหน้าเป็นรายสัปดาห์และรายเดือน
- ความเป็นส่วนตัว 100%—ข้อมูลไม่เคยออกจากเครื่องคุณ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ VO2max
VO2max เท่าไหร่ถึงเรียกว่าดีสำหรับนักวิ่ง?
สำหรับนักวิ่งทั่วไป 45-55 ml/kg/min (ชาย) และ 35-45 ml/kg/min (หญิง) ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดี นักวิ่งสายแข่งขันมักจะมีค่า 55-70 ml/kg/min ส่วนนักวิ่งระดับแนวหน้ามักจะสูงเกิน 70 ml/kg/min อย่างไรก็ตาม "ดี" ขึ้นอยู่กับเป้าหมายของคุณ—การพัฒนาจากเดิมคือความก้าวหน้าเสมอ
อายุเกิน 40 ยังสามารถพัฒนา VO2max ได้อยู่ไหม?
ได้แน่นอน! แม้ว่า VO2max จะลดลงตามธรรมชาติ 5-10% ต่อทศวรรษหลังอายุ 30 แต่การซ้อมสามารถชดเชยหรือแม้แต่ทำให้กลับมาดีขึ้นได้ งานวิจัยแสดงให้เห็นว่านักกีฬารุ่นใหญ่ที่ซ้อมสม่ำเสมอสามารถรักษาหรือเพิ่ม VO2max ได้จนถึงอายุ 60-70 ปี หัวใจสำคัญคือการซ้อมที่ต่อเนื่องและมีความเข้มข้นที่เหมาะสม
ต้องใช้เวลานานแค่ไหนถึงจะเห็นการพัฒนาของ VO2max?
นักวิ่งส่วนใหญ่จะเริ่มเห็นความแตกต่างใน 6-12 สัปดาห์หลังการซ้อมที่สม่ำเสมอและมีอินเทอร์วัล VO2max ร่วมด้วย นักวิ่งมือใหม่อาจเห็นผลเร็ว (10-15% ใน 8-12 สัปดาห์) ขณะที่นักวิ่งขาแรงอาจเห็นการพัฒนาที่ช้าและน้อยกว่า (3-5% ต่อรอบการซ้อม) การพัฒนาอย่างต่อเนื่องต้องการการเพิ่มภาระการซ้อมทีละน้อยและการจัดโปรแกรมที่เหมาะสม
VO2max ขึ้นอยู่กับพันธุกรรมรึเปล่า?
พันธุกรรมมีส่วนประมาณ 50% ของค่าพื้นฐาน แต่การซ้อมซ้อมมีผลอีก 50% ที่เหลือ ถึงแม้ว่านักกีฬาระดับโลกมักจะได้เปรียบด้านพันธุกรรม แต่นักวิ่งทั่วไปก็สามารถพัฒนาขึ้นได้มากจากการซ้อมที่สม่ำเสมอไม่ว่าจุดเริ่มต้นจะเป็นอย่างไร
อะไรสำคัญกว่ากัน: VO2max หรือ Economy การวิ่ง?
สำคัญทั้งคู่ แต่ Economy การวิ่ง มักจะเป็นตัวแยกนักวิ่งที่เก่งออกจากนักวิ่งที่ยอดเยี่ยม นักวิ่งสองคนที่มีค่า VO2max เท่ากันอาจทำเวลาได้ต่างกันมากถ้าคนหนึ่งวิ่งได้ประหยัดพลังงานกว่า (Economy ดีกว่า) สำหรับการวิ่งมาราธอน Economy มักจะเป็นตัวทำนายผลได้ดีกว่า VO2max
ค่า VO2max จากสมาร์ทวอทช์แม่นยำแค่ไหน?
การประเมินจากสมาร์ทวอทช์มักจะอยู่ในช่วง ±10-15% ของค่าจากการทดสอบจริงเมื่อใช้ข้อมูลหัวใจที่แม่นยำ เหมาะสำหรับติดตาม "การเปลี่ยนแปลงสัมพัทธ์" เมื่อเวลาผ่านไปมากกว่าการดูค่าตัวเลขดิบ หากต้องการความแม่นยำสูง การทดสอบในห้องปฏิบัติการยังคงเป็นมาตรฐานสูงสุด
น้ำหนักตัวมีผลต่อ VO2max หรือไม่?
มีผลอย่างมาก เพราะค่า VO2max จะถูกคำนวณตามน้ำหนักตัว (ml/kg/min) ดังนั้นการลดไขมันส่วนเกินมักจะทำให้ค่า VO2max สูงขึ้นแม้ปริมาณการใช้ออกซิเจนดิบจะไม่เปลี่ยน นี่คือเหตุผลว่าทำไมนักวิ่งหลายคนถึงวิ่งเร็วขึ้นเมื่อน้ำหนักลด โดยเฉพาะการวิ่งขึ้นที่สูง
ควรซ้อม VO2max บ่อยแค่ไหน?
นักวิ่งส่วนใหญ่ได้ประโยชน์จากการซ้อม VO2max สัปดาห์ละ 1 ครั้งในช่วง Build phase เนื่องจากการซ้อมประเภทนี้หนักมาก ร่างกายต้องการเวลาพักฟื้น 48-72 ชั่วโมง ในช่วงสร้างฐาน (Base building) หรือช่วงลดปริมาณการซ้อม (Taper) ควรลดหรือยกเลิกอินเทอร์วัล VO2max เพื่อให้ร่างกายปรับตัวและพักฟื้น
VO2max กับอัตราการเต้นหัวใจสูงสุด ต่างกันอย่างไร?
อัตราการเต้นหัวใจสูงสุดคือความถี่ในการเต้นของหัวใจที่มากที่สุดเท่าที่ทำได้ ส่วน VO2max คือปริมาณออกซิเจนสูงสุดที่ร่างกายนำไปใช้ได้ ทั้งสองมีความสัมพันธ์กัน—คุณมักจะถึงระดับ VO2max ที่ 95-100% ของอัตราการเต้นหัวใจสูงสุด—แต่วัดสมรรถนะทางร่างกายคนละด้านกัน
การซ้อมซ้อมบนที่สูงช่วยเพิ่ม VO2max ได้ไหม?
การซ้อมบนที่สูงสามารถเพิ่ม VO2max ได้โดยการกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดงและเพิ่มความสามารถในการรับออกซิเจน แต่จะได้ผลดีที่สุดเมื่อซ้อมบนที่สูงปานกลาง (2,000-2,500 เมตร) แล้วกลับลงมาแข่งที่ระดับน้ำทะเล สูตร "Live high, train low" (อยู่สูง-ซ้อมต่ำ) ถือว่าได้ผลดีที่สุดสำหรับการพัฒนา VO2max
เอกสารอ้างอิงทางวิทยาศาสตร์
การวิจัย VO2max และโปรโตคอลการซ้อมอ้างอิงจากวรรณกรรมที่ผ่านการตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญ (Peer-reviewed) ในด้านสรีรวิทยาการออกกำลังกาย:
งานวิจัยสำคัญ
- พื้นฐาน VO2max: Bassett DR, Howley ET. "Limiting factors for maximum oxygen uptake and determinants of endurance performance." Med Sci Sports Exerc. 2000 - บทรีวิว VO2max ฉบับสมบูรณ์
- การซ้อม VO2max: Billat VL. "Interval training for performance: a scientific and empirical practice." Sports Med. 2001 - โปรโตคอลอินเทอร์วัลที่เหมาะสม
- ปัจจัยด้านพันธุกรรม: Bouchard C et al. "Genomic predictors of the maximal O2 uptake response to standardized exercise training programs." J Appl Physiol. 2011 - ตัวบ่งชี้ทางพันธุกรรม
- การทดสอบภาคสนาม: Grant S et al. "A comparison of methods of predicting maximum oxygen uptake." Br J Sports Med. 1995 - การตรวจสอบความแม่นยำของ Cooper test
- ความสามารถในการฝึกฝน: Jones AM, Carter H. "The effect of endurance training on parameters of aerobic fitness." Sports Med. 2000 - การปรับตัวของ VO2max ต่อการซ้อม